ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่: เมื่อไหร่ที่ควรใช้ และข้อควรระวัง

ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพื่อช่วยบรรเทาอาการ ลดความรุนแรงของโรค เรียกว่าถ้าเพิ่งเริ่มเป็นแล้วมากินยาต้านไวรัสตัวนี้ 2 วันก็หายแล้วครับ


แต่ยานี้จำเป็นต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้นครับผม ถ้าสุ่มเสี่ยงใช้เองอาจจะกลายเป็นคนที่ถูกหวยไวแล้วรักษาไม่หาย แถมดื้อยาในอนาคตได้อีกด้วยครับ

ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่

เมื่อไหร่ที่ควรใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่

ประสิทธิภาพของยาต้านไวรัสจะดีที่สุดเมื่อเริ่มใช้ยาภายใน 48 ชั่วโมงแรก นับตั้งแต่เริ่มมีอาการป่วย อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจพิจารณาให้ยาในกรณีที่มีอาการป่วยไม่เกิน 5 วัน โดยมีข้อบ่งชี้หลัก ๆ ดังนี้:

1.ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง (ต้องได้รับยาเร็วที่สุด)

เป็นกลุ่มที่แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสโดยเร็วที่สุด แม้จะมีอาการไม่มากก็ตาม เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง:

  • เด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 2 ปี (บางกรณี 6 เดือน – 5 ปี)
  • ผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • หญิงตั้งครรภ์ หรือหลังคลอดบุตรไม่เกิน 2 สัปดาห์
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด (หอบหืด, ถุงลมโป่งพอง), โรคหัวใจ, โรคไตวาย, เบาหวาน, โรคอ้วนมาก, หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

2.ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ (Confirmed/Suspected cases) และมีอาการเข้าข่ายรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน:

  • มีไข้สูงลอย ไม่ลดลงหลังใช้ยาลดไข้
  • มีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก
  • อาการขาดน้ำรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียนมาก หรือรับประทานอาหารไม่ได้

3.ผู้ป่วยที่อาการไม่ดีขึ้น

ผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แต่อาการไข้ ไอ และปวดเมื่อย ไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง หรือมีอาการแย่ลง นับตั้งแต่เริ่มป่วย

4.กรณีอื่นๆ

  • ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (Admission)
  • บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ดูแลกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการป่วย
ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่

ข้อควรระวังในการใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่

ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ใช้ในประเทศไทยมักเป็นชนิดรับประทาน เช่น Oseltamivir (ชื่อการค้าเช่น Tamiflu) และ Baloxavir (ชื่อการค้าเช่น Xofluza) และชนิดสูดพ่น เช่น Zanamivir (ชื่อการค้าเช่น Relenza) ซึ่งมีข้อควรระวังหลัก ๆ ดังนี้:

1.การใช้ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • ห้ามซื้อยามารับประทานเอง: ยาต้านไวรัสเป็นยาควบคุมและต้องใช้ภายใต้การวินิจฉัยและสั่งจ่ายของแพทย์เท่านั้น การใช้ยาไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การดื้อยาของเชื้อไวรัสได้
  • ระยะเวลาการรักษา: โดยทั่วไปการรักษาจะใช้เวลา 5 วัน (สำหรับ Oseltamivir) ผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

2.ข้อควรระวังเฉพาะบุคคล

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว/การทำงานของไตบกพร่อง: ยาบางชนิด (เช่น Oseltamivir) จำเป็นต้องมีการปรับขนาดยา หากผู้ป่วยมีภาวะไตทำงานบกพร่อง ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้ง
  • หญิงตั้งครรภ์/ให้นมบุตร: แม้ว่ายา Oseltamivir จะสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่ควรแจ้งแพทย์หากอยู่ในภาวะนี้
  • เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี: ไม่แนะนำให้ใช้ยา Oseltamivir ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี เนื่องจากการศึกษายังจำกัด และควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด
  • การแพ้ยา: ควรแจ้งประวัติการแพ้ยาและอาหารให้แพทย์ทราบก่อนรับยา

3.ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่ายาต้านไวรัสโดยทั่วไปจะมีความปลอดภัยสูง แต่ผลข้างเคียงที่อาจพบได้บ่อย ได้แก่:

  • คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง (พบบ่อยใน Oseltamivir)
  • ปวดศีรษะ
  • อาจมีอาการผิดปกติทางจิตและประสาท เช่น นอนไม่หลับ สับสน (พบได้น้อยมาก และมักเกิดขึ้นในเด็ก)

ข้อสำคัญ: ยาต้านไวรัส ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ซึ่งหมายความว่ายานี้ไม่มีผลในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาไข้หวัดใหญ่จึงไม่จำเป็น ยกเว้นในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน